ต้น

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โดดไปเรื่องของ"ป๋า"

หลังจากข่าวสุดช็อกวงการฟุตบอลได้เกิดขึ้น เมื่อ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน


        กุนซือทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจโบกมืออำลาจากการเป็นผู้จัดการทีมที่อยู่บนบังลังก์มานานถึง 27 ปี ทำให้แฟนๆ อดใจหายและอดคิดถึงไม่ได้ว่านับจากนี้ไปเกมลูกหนังยามที่ขาดชายแก่ที่ชื่อ ''เฟอร์กี้'' นั้นจะเป็นอย่างไร

        ที่ผ่านมาแฟนบอลมักคุ้นชินกับการได้เห็นบรมกุนซือรายนี้กุม บังเหียน ''ปีศาจแดง'' คุมทัพที่ข้างสนามทุกเกมที่ทีมลงแข่ง ทว่าฤดูกาลใหม่ 2013-2014 ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่แปลกตาไม่น้อย ผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนฯ ยูไนเต็ด จะเปลี่ยนมาเป็น เดวิด มอยส์ ผู้ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นั่งยันและนอนยันว่าเขาคนนี้แหละคือบุคคลที่เหมาะสมที่สุดในการสานต่อรากฐาน ความสำเร็จในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

        แน่นอนว่าเวลาเท่านั้นที่จะตอบคำถามทั้งหมดว่ามอยส์คือตัวเลือก ที่ใช่จริงหรือไม่ ทว่าหลังจากจบฤดูกาลนี้ยามที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ลงจากบัลลังก์อย่างเป็นทางการคงมีแฟนบอลจำนวนมากที่จะต้องคิดถึงบุคลิกและ ความเป็นตัวตนของยอดกุนซือผู้ยิ่งใหญ่รายนี้ซึ่งเราขอรวบรวม 10 อย่างที่ท่านจะต้องคิดถึงป๋ามาให้รับทราบกันว่ามีสิ่งใดกันบ้าง และมันจะทำให้อรรถรสในเกมลูกหนังขาดสีสันไปเพียงใดไปดูกันเลย

        1. เฟอร์กี้ ไทม์
         เมื่อเกมการแข่งขันดำเนินเข้าสู่ช่วงทด เวลาบาดเจ็บบ่อยครั้งที่เราจะเห็น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จับจ้องมองนาฬิกาที่ข้อมือเป็นระยะๆ ยิ่งในยามที่ทีม ''ปีศาจแดง'' ตกอยู่ในสถานการณ์คับขันหรือต้องการชัยชนะ หากมีการทำฟาวล์เกิดขึ้นหรือผู้ตัดสินเป่าหยุดเกม ยอดบรมกุนซือมักจะคอยเตือนผู้ช่วยตัดสินข้างสนามให้ทดเวลาเพิ่มเข้าไปเสมอ แต่ถ้าในทางกลับกัน แมนฯ ยูไนเต็ด มีสถานการณ์ที่ได้เปรียบท่านเซอร์ก็จะคอยเตือนท่านเปาให้เป่าหมดเวลาได้แล้ว ซึ่งถือเป็นการกดดันผู้ตัดสินที่จัดว่ามีอิทธิพลอย่างมากก็ว่าได้
         มัน เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งหมดนี้อาจเป็นเพราะอิทธิพลของเฟอร์กี้ที่ชอบ ไปยืนกดดันที่ข้างสนาม ซึ่งเหตุการณ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดเช่นในเกมนัดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลี กสมัยแรกในยุคของเขาในปี 1993 เกมนั้น สตีฟ บรูซ ปราการหลังตัวแกร่งทำสองประตูช่วยให้แมนฯ ยูไนเต็ด แซงเอาชนะเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์  2-1 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ รวมถึงเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่แซงเอาชนะบาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์ยุโรปสมัยแรก






        2. เอกลักษณ์เฉพาะตัว
 หากจะกล่าวไว้ว่า เฟอร์กูสัน ก็คือ แมนฯ ยูไนเต็ด และ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็คือ เฟอร์กูสัน ลองนึกภาพตามว่าเกมลูกหนังจะสิ้นมนต์ขลังไปขนาดไหนเมื่อมองไปที่ซุ้มม้านั่ง สำรองของแมนฯ ยูไนเต็ด แล้วไม่ได้เห็นชายแก่วัย 71 ปี สวมเสื้อโคตสีดำตัวใหญ่นั่งเคี้ยวหมากฝรั่งที่ข้างสนาม
 ขณะเดียวกัน ยามที่คุมลูกทีมลงฝึกซ้อมบ่อยครั้งที่เรามักจะเห็น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สวมหมวกไหมพรมสีแดงซึ่งมีธงชาติเวลส์ติดอยู่หลังจากไปฉกมาจาก ไรอัน กิ๊กส์ ตั้งแต่ปี 1996 และดูทีท่าว่าปีกจอมเก๋าไม่น่าจะได้คืนอีกแล้วด้วย





        3. วลีเด็ดบาดใจสำเนียงสกอตต์
ด้วยความที่เป็นคนสกอตแลนด์ ยามที่จะพูดหรือให้สัมภาษณ์อะไรนั้นสำเนียงของเขาทำให้นักข่าวและแฟนบอลทั้ง หลายต้องตั้งใจฟังสุดฤทธิ์ว่าป๋าพูดอะไร ทว่าด้วยสำเนียงที่ฟังยากอันเป็นเอกลักษณ์นั้นมักจะแฝงไปด้วยวาทะเด็ดที่ เสียดแทงใจได้เสมอ
ในปี 1986 ช่วงที่เฟอร์กี้ย้ายมาคุมทัพแมนฯ ยูไนเต็ด เขาประกาศเสียงดังฟังชัดว่า ''ผมอยากจะเขี่ยลิเวอร์พูลออกจากบัลลังก์ลีกผู้ดีให้ได้'' ซึ่งช่วงนั้นมีแต่คนคิดว่าป๋าไม่บ้าก็คงเพี้ยนไปแล้ว แต่ในที่สุดสิ่งที่ท่านเซอร์ได้เสกให้ ''ปีศาจแดง'' เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็คือความยิ่งใหญ่จนกลายเป็นยอดทีมเบอร์หนึ่งของวงการลูก หนังผู้ดีไปแล้วในเวลานี้

 
    4. ไดร์เป่าผมอันเลื่องชื่อ
สิ่งที่ขึ้นชื่อที่สุดของกุนซือ เลือดสกอตต์รายนี้ก็คือ แฮร์ ดรายเออร์ หรือไดร์เป่าผม ที่พร้อมจะระเบิดอารมณ์ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ตามที่ป๋าไม่สบอารมณ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกทีม, ผู้ตัดสิน กุนซือฝั่งตรงข้าม หรือแม้กระทั่งนักข่าว ซึ่งต่างก็รับรู้ถึงกิตติศัพท์นี้เป็นอย่างดี
วันไหนที่พลพรรคแข้ง ''เร้ด เดวิลส์'' ทำผลงานไม่ได้ดั่งใจทุกคนต่างรู้สึกหวั่นผวาเมื่อเขาต้องกลับเข้าห้องแต่ง ตัวราวกับต้องไปเผชิญกับบ้านร้างในรายการล่าท้าผี ยกตัวอย่างเช่น ริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่ชอบฟังเพลงในห้องแต่งตัวก็เคยถูกเฟอร์กี้กระชากหูฟังมาแล้วโทษฐานที่ไม่ ฟังป๋าบ่น ''ผมเป็นผู้จัดการทีมให้กับสโมสรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ผมเป็นคนเปิดเผยตัวและอารมณ์ร่วมกับเกม แต่ทุกคนรู้ดีว่าผมไม่ใช่คนรุนแรงอะไร''





        5. พวกแตกแถวต้องโดน
นับตั้งแต่อยู่บนบัลลังก์ ''ปีศาจแดง'' มากว่า 27 ปี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องเผชิญหน้ากับกุนซือทีมต่างมาหลายร้อยราย บางคนญาติดีมาป๋าก็ดีตอบ หรือบางคนไม่มองหน้ากันสาดน้ำลายใส่กันก็มีมากมาย เช่น อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซืออาร์เซน่อล รวมถึง ราฟาเอล เบนิเตซ อดีตกุนซือทีมคู่อริตลอดกาลอย่างลิเวอร์พูล
ขณะเดียวกัน พวกนักเตะที่ชอบทำตัวแตกแถวนอกลู่นอกทางไม่อยู่ในโอวาท เฟอร์กี้ก็ไม่เอาไว้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเมื่อครั้งที่เขาจัดการระเบิดอารมณ์ในห้องแต่งตัวหวดสตั๊ดลอยไป โดนหน้า เดวิด เบ็คแฮม ซูเปอร์สตาร์ของทีมจนคิ้วซ้ายแตก แม้ว่าป๋าจะออกโรงชี้แจงว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่พอจบฤดูกาลเบ็คแฮมก็ต้องย้ายออกจากทีมไปร่วมทัพเรอัล มาดริด

        หรือแม้แต่กรณีของ ยาป สตัม ปราการหลังร่างยักษ์ทีมชาติฮอลแลนด์ที่ดันทะลึ่งนำเรื่องราวของเฟอร์กี้ไปแฉ ในหนังสือพ็อกเกตบุ๊กของตัวเองจนสุดท้าย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เดินเข้าไปหาแล้วบอกเพียงสั้นๆ ว่า ''เอ็งต้องไปแล้วนะ'' จากนั้นก็ถูกอัปเปหิไปอยู่กับลาซิโอแบบไม่มีวันกลับ





        6. คุณไม่มีทางชนะอะไรด้วยเด็กพวกนี้หรอก
ข้างต้นคือวลีเด็ด ของ อลัน แฮนเซ่น ตำนานนักเตะของลิเวอร์พูล ที่พูดจาดูถูกแมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคทศวรรษ 90 ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จนทำตัวเองต้องอับอายจนถึงทุกวันนี้
แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดนั้นประกอบไปด้วยดาวรุ่งพุ่งแรงที่พุ่งพรวดขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ในเวลา ไล่เลี่ยกัน ซึ่งประกอบด้วย ไรอัน กิ๊กส์, นิคกี้ บัตต์, เดวิด เบ็คแฮม แกรี่ เนวิลล์, ฟิล เนวิลล์ รวมถึง พอล สโคลส์ ซึ่งทั้งหมดต่างพิสูจน์ให้เห็นและลบคำสบประมาทของอดีตกองหลังลิเวอร์พูลได้ อย่างสิ้นเชิง





        7. ความภักดี
แม้บุคลิก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะมีท่าทีแข็งกร้าวไม่ชอบให้ใครขัดใจ แต่ยามที่ผู้เล่นต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตป๋าก็พร้อมจะเข้ามาทำหน้าที่เปรียบ เสมือน ''พ่อ'' คอยปกป้องลูกทีมเสมอ จนนักเตะหลายคนซาบซึ้งและผูกพันธ์กับเฟอร์กี้รวมถึงกับสโมสรอีกด้วยตัวอย่าง ที่ยังเห็นได้ชัดเจนก็คือ แกรี่ เนวิลล์, ไรอัน กิ๊กส์ และ พอล สโคลส์ ซึ่งทั้งสามรายลงเล่นให้กับ ''ปีศาจแดง'' สโมสรแรกและสโมสรเดียวมาทั้งชีวิต



        8. สเต็ปลีลาเต้นฉลองชัย
ถึงแม้อายุอานามจะปาเข้าไป 71 แล้ว เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ยังคงเตะปี๊บดังอยู่ และเมื่อใดก็ตามที่ลูกทีมยิงประตูได้เมื่อนั้นป๋าก็จะกระโดดโลดเต้นดีใจราว กับวัยรุ่นอายุ 20 ปี แต่ระยะหลังด้วยสังขารที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน เฟอร์กี้เลือกที่จะชูมือฉลองชัยและหันไปกอดกับเหล่าสตาฟฟ์โค้ชแทน



        9. ปั้นดินให้เป็นดาว
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถือเป็นผู้จัดการทีมคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่ามีสายตาที่เฉียบแหลมยิ่งนักในการ ซื้อตัวนักเตะมาเสริมทัพ หลายครั้งหลายคราที่เราเห็นว่าเฟอร์กี้ซื้อนักเตะที่ไม่มีชื่อเท่าไรนัก แต่กลับทำผลงานโด่งดังจนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ เช่น เอริก คันโตน่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, รอย คีน หรือแม้แต่นักเตะในอะคาเดมี่อย่าง ไรอัน กิ๊กส์ และ พอล สโคลลส์ ซึ่งช่วยให้ทีม ''ปีศาจแดง'' คว้าแชมป์ต่างๆ มากมายจนถึงปัจจุบัน



        10. รางวัลความสำเร็จของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
หลักฐานความสำเร็จ ประดับเต็มตู้โชว์ของสโมสรคงไม่ต้องบรรยายอะไรแล้วสำหรับแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย, แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย, แชมป์เอฟเอ คัพ 5 สมัย และแชมป์ลีก คัพ 4 สมัย ว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นำพาทีมมาสู่ความสำเร็จให้กับสโมสรมากเพียงใด ดังนั้น ไม่ว่าใครจะชอบหรือจะเกลียดเฟอร์กี้ต่างก็ต้องน้อมคารวะกับผลงานอันน่าทึ่ง ชนิดที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ในในฝีมือของชายคนนี้ที่ชื่อ ''เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน'' บุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลในวงการฟุตบอล

       
ขอขอบคุณ โศณภัทร พรมทอง
จาก http://www.siamsport.co.th

ก่อนจะถึงวันนั้น.....

      
       โอกาสที่จะเกิดโศกนาฏกรรมทั้งในวงการฟุตบอลโลกและวงการฟุตบอลไทยมี อยู่ไม่กี่เรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือแฟนบอลยกพวกตีกัน เรื่องต่อมาคือเหตุการณ์อัฒจันทร์ที่นั่งผู้ชมถล่มลงมา ประเทศไทยอาจจะพิเศษหน่อยตรงที่มีโอกาสเกิดเหตุแฟนบอลหรือนักบอลไล่กระทืบ ผู้ตัดสิน

       ผมเห็นคลิปวิดีโอที่เกิด เหตุอัฒจันทร์ สนามบุญสม มาร์ติน หรือสนามกีฬากลาง จ.สุโขทัย ถล่มลงมาในนัดที่พบกับนครสวรรค์จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บร่วม 20 คนแล้วรู้สึกเศร้าและเป็นห่วงความปลอดภัย กลัวว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นที่อื่นอีก ซึ่งหากเกิดขึ้นอีกครั้งไม่ว่าจะที่ไหนอาจจะไม่โชคดีมีแค่คนบาดเจ็บอย่างนี้

         ต้องยอมรับว่ากระแสฟุตบอลไทยวันนี้ร้อนแรงเหลือเกิน แต่ละสนามจำนวนแฟนบอลเยอะกว่าในอดีตมาก โดยเฉพาะสนามต่างจังหวัด ทุกวันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นวันฟุตบอลของจังหวัดที่แต่ละครอบครัวต่างหอบลูก จูงหลานเข้าไปเชียร์ทีมจังหวัดของตัวเอง

        สนามกีฬากลาง ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทยหรือ กกท. ช่วงหลังถูกเปลี่ยนมือให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือ อบจ. เข้ามาดูแลแทน ซึ่งร้อยละ 80 จะเป็นรูปแบบเดียวกันคือมีอัฒจันทร์ฝั่งมีหลังคาและฝั่งตรงข้ามที่เป็นปูน ตั้งเด่ๆ ล้อมรอบด้วยรั้วสูงเท่าเอว

        ตรงนั้นไม่น่าจะมีปัญหาครับ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อแฟนบอลแต่ละจังหวัดเข้าชมมากขึ้นเรื่อยๆ จากความจุเดิมที่จุได้สัก 2 พันคนพอคนดูมากขึ้นก็ต้องเสริมอัฒจันทร์ซึ่งส่วนมากไม่ได้มีงบประมาณเพียงพอ ที่จะสร้างอัฒจันทร์คอนกรีตแบบ 2 ฝั่งเดิมจึงต้องเป็นอัฒจันทร์โครงสร้างเหล็กขึ้นมาเป็นการชั่วคราวบริเวณ หลังประตูทั้งสองด้าน...นั่นเป็นทีมในระดับลีกภูมิภาคหรือดิวิชั่น 2 นะครับ

        ทีมในลีกดิวิชั่น 1 และไทยพรีเมียร์ลีก ที่ไม่ได้ใช้สนามกีฬากลางเดิมเป็นสังเวียนแข้งของตัวเอง อาจจะสามารถสร้างที่นั่งชมได้แข็งแกร่งหน่อยเพราะวางแผนมาดี เตรียมความพร้อมที่จะให้เป็นฟุตบอลสเตเดี้ยมจริงๆ

        แต่ความนิยมในการสร้างอัฒจันทร์ยุคปัจจุบันไม่ค่อยมีใครสร้าง แบบโครงสร้างคอนกรีตหรือปูนเท่าไหร่นักเพราะใช้งบประมาณสูง ใช้เวลาก่อสร้างนานต้องก่ออิฐ ฉาบปูนทีละคืบ ทีละศอก ขณะเดียวกันโครงสร้างเหล็กหลายคนเชื่อมั่นว่าแข็งแรงกว่า ทำได้รวดเร็วกว่า วางเหล็กลงไป เชื่อม อ๊อคให้เข้ากันจากนั้นใช้แผ่นพื้นสำเร็จปูลงไป ใช้เวลาไม่กี่วันก็สามารถเนรมิตสนามได้ดั่งใจ ยิ่งหลายๆสนามที่มาต่อเติมเพิ่มจำนวนที่นั่งเอาตาม จำนวนคนดูที่เยอะขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งต้องสร้างด้วยความรวดเร็ว ลดขั้นตอนต่างๆ ลงไปพอสมควร

        ธรรมชาติของคนดูฟุตบอลมีความเสี่ยงต่อการที่จะเกิดอัฒจันทร์ ถล่มเหลือเกินครับ เพราะคนเป็นพันเป็นหมื่นไม่ได้นั่งชมกันเฉยๆ หรือแค่นั่งปรบมือ แต่ถึงจังหวะดีใจทีแฟนบอลพร้อมใจกันกระทืบเท้ากระโดดโลดเต้น แรงกระแทกจากน้ำหนักมหาศาลที่ถูกกดทับลงมาเพิ่มทวีคูณเป็นหลายเท่า อย่างที่สุโขทัยที่อัฒจันทร์พังลงมาก็เป็นจังหวะที่แฟนบอลพร้อมใจกันลุกขึ้น ยืนเฮกันนั่นแหละครับ

        นี่ไม่นับหากเกิดเหตุการณ์ชุลมุนกันเช่นยกพวกตีกัน หรือวิ่งหนีอะไรสักอย่าง หรือวิ่งไปดูพร้อมๆ กันในจุดใกล้ๆ ด้วยจำนวนคนที่น้ำหนักเกินกว่าบริเวณแคบๆ จะรับไว้ นั่นก็มีโอกาสที่อัฒจันทร์บริเวณนั้นจะพังครืนลงมาก็มีสูงทีเดียว

       บริษัทไทยพรีเมียร์ลีก หรือคณะกรรมการจัดการแข่งขันเอไอเอสลีก มีการสำรวจสนามก่อนทำการแข่งขันในแต่ละฤดูกาลก็จริง แต่ผมไม่เชื่อว่าคณะกรรมการเหล่านั้นได้มีการทดสอบการรับน้ำหนักด้วยการ จำลองให้มีจำนวนคน น้ำหนัก ที่กดทับลงบนอัฒจันทร์ที่ใกล้เคียงกับความจริง ส่วนมากจะไปตรวจความพร้อมของห้องหับต่างๆ พื้นสนาม ไฟสนาม อัฒจันทร์ที่นั่งว่าเพียงพอหรือไม่

        จากนี้ไปผมอยากเห็นคณะกรรมการทีพีแอล และเอไอเอสลีก มีวิศวกรรวมอยู่ในทีมสำรวจสนามด้วย เพื่อคำนวณความพร้อม การรับน้ำหนักของอัฒจันทร์สนามทุกแห่ง ต้องถือว่านี่เป็นหมวดที่ต้องอยู่ในข้อบังคับ ทุกสโมสรต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้เท่านั้น หากทำไม่ได้จะต้องไม่อนุญาตให้ทำการแข่งขัน

       ในวันแข่งขันก็เช่นเดียวกัน แมตช์คอมมิชชันเนอร์ ต้องตรวจสอบด้วยว่าแฟนบอลเข้ามาเกินกว่าที่ขนาดของสนามกำหนดไว้หรือไม่ หากเกินเข้ามา แม้จะนั่งกันได้ เบียดกันไปแต่ก็ยอมไม่ได้เพราะต้องคำนึงถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย ดูปอดแหก ตาขาวไปหน่อยนะครับ แต่ผมยืนยันว่าต้องทำหากไม่อยากเห็นโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นในวงการฟุตบอลบ้านเรา


ขอขอบคุณ คุณปูเป้
จาก http://www.siamsport.co.th

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สิงห์คืนกำไรพัฒนาวงการกีฬา

 
บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่นร่วมกับโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด ร่วมกันแถลงข่าวและลงนามเซ็นสัญญาความร่วมมือ ''สิงห์-สโมสรแบดมินตันบ้านทองหยอด'' กับภารกิจสร้างนักแบดฯ มือ 1 โลก สัญชาติไทย โดยมี ''น้องเมย์'' รัชนก อินทนนท์,''อลิศ'' ณริฎษาพัชร แลม และ ''เจ้าพี'' พิสิษฐ์ พูดฉลาด เข้าร่วมแถลงข่าว

         "บิ๊กรัง" รังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ "อาปุก" กมลา ทองกร ผู้อำนวยการโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด ร่วมกันแถลงข่าวและลงนามเซ็นสัญญาความร่วมมือ "สิงห์-สโมสรแบดมินตันบ้านทองหยอด" กับภารกิจสร้างนักแบดฯ มือ 1 โลก สัญชาติไทย ที่ห้องสราญรมย์ โพธาลัย เลเชอร์ ปาร์ค เลียบทางด่วนรามอินทรา เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พ.ค. 56

         โดยมี 3 นักแบดฯ ทีมชาติไทย จากสโมสรแบดมินตันบ้านทองหยอด "น้องเมย์" รัชนก อินทนนท์ แชมป์เยาวชนโลก 3 สมัย มืออันดับ 5 ของโลก และแชมป์ซูเปอร์ซีรีส์ที่อินเดีย 2013, "อลิศ" ณริฎษาพัชร แลม และ "เจ้าพี" พิสิษฐ์ พูดฉลาด ร่วมแถลงข่าวท่ามกลางผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

         สำหรับความร่วมมือในการเซ็นสัญญาครั้งนี้ นายรังสฤษดิ์กล่าวว่า "ทางสิงห์มีความยินดีที่ได้ให้การสนับสนุนนักกีฬาจากบ้านทอดหยอด ให้ก้าวไปไปสู่ระดับโลก เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สิงห์ คอร์เปอเรชั่น เล็งเห็นความสำคัญในการที่จะร่วมพัฒนาวงการแบดมินตันไทยและนักกีฬาไทยให้ ก้าวไปสู่ระดับโลกให้ได้

         และมีความมั่นใจว่าบ้านทองหยอดมีศักยภาพที่ดีเยี่ยมในการคัดสรรและพัฒนา เยาวชนเข้าสู่วงการแบดมินตัน ตัวอย่างมีให้เห็นชัดเจนเช่นน้องเมย์ที่ตอนนี้ก้าวขึ้นไปอยู่อันดับ 5 ของโลกได้แล้ว แม้จะอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น หวังว่าการสนับสนุนครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมกันผลักดันความสำเร็จให้ เกิดขึ้นกับวงการแบดมินตันไทย

         นอกจากนั้นยังต้องการที่จะเห็นเยาวชนไทยหันมาสนใจในกีฬาชนิดนี้ให้มากขึ้น ยิ่งในตอนนี้กระแสของกีฬาแบดมินตันในบ้านเรากำลังเป็นที่สนใจอีกด้วย ความร่วมมือระหว่างสิงห์ กับ ทองหยอด เป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ทั้งสองฝ่ายต่างตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมายเหมือนๆ กัน ส่วนใหญ่สิงห์สนับสนุนกีฬาชนิดใดก็จะสนับสนุนยาวอยู่แล้ว คิดเป็นตัวเลขก็หลายล้านแน่นอน อาจจะเท่ากับการสนับสนุนบางสมาคมกีฬาเลยก็ว่าได้

         สิงห์อยากให้นักแบดฯ ไทยสร้างชื่อเสียงก้าวขึ้นไปเป็นเบอร์ 1 ของโลกให้ได้ แบดมินตันถือว่าสรีระของนักกีฬาไทยไม่เสียเปรียบชาติมหาอำนาจในกีฬาชนิดนี้ ทั้ง จีน, อินโดฯ, เกาหลี, มาเลเซีย เราไม่เป็นรองแน่นอน ทั้งหมดถ้าได้รับการสนับสนุนที่ดีแล้วจากนี้ก็ต้องอยู่ที่ตัวนักกีฬาและผู้ ฝึกสอน"

         ทางด้าน "อาปุก" กมลา ทองกร ผู้อำนวยการโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด กล่าวว่า "บ้านทองหยอดต้องขอขอบคุณสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ที่เล็งเห็นความสำคัญของการปลุกปั้นนักกีฬาไทย ตั้งแต่ยังเป็นรุ่นเด็ก รุ่นเยาวชน เพื่อที่จะก้าวไปเป็นมือระดับอาชีพ และก้าวไปเป็นนักกีฬาระดับโลกในอนาคตต่อไป ทางเราก็จะทำงานอย่างเต็มที่ต่อไป

         เพื่อสร้างฝันของทุกฝ่ายให้เป็นจริง โดยเฉพาะการผลักดันนักกีฬาให้ก้าวขึ้นสู่อันดับโลกให้ได้มากที่สุด สิ่งสำคัญสำหรับการร่วมมือกันในครั้งนี้มีทางรัชนกที่กำลังทำผลงานได้ดี สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ทำให้ทางทีมจึงพยายามหาผู้สนับสนุนเพื่อสร้างโอกาสให้กับนักกีฬาคนอื่นๆ ในสังกัดได้มีโอกาสที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการแข่งขันระดับนานาชาติ การเข้ามาช่วยเหลือของสิงห์จะช่วยผลักดันให้นักกีฬาของเรามีโอกาสและสร้าง กำลังใจที่จะมุ่งมั่น ตั้งใจฝึกซ้อม พัฒนาฝีมือให้ไปสู่เป้าหมายในอนาคต"

         ชมรมแบดมินตันบ้านทองหยอดเริ่มก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2534 โดยครอบครัวของ คุณกมลา ทองกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกๆ และเพื่อนๆ ของลูก มาเล่นแบดมินตันโดยที่ในขณะนั้นลูกๆ ของเธอ ยังไม่มีสังกัดจึงไม่สามารถลงแข่งขันได้ ด้วยความรักในกีฬาแบดมินตัน จึงได้ก่อตั้งเป็นชมรมขึ้นเอง

         โดยใช้ชื่อว่าชมรมแบดมินตันบ้านทองหยอด และได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกสามัญของสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาเหตุที่ใช้ชื่อนี้เนื่องจาก เป็นธุรกิจของคุณกมลาเอง เพื่อนๆ คุณกมลาจึงแนะนำให้ใช้ชื่อนี้ เพราะแสดงถึงคามเป็นคนไทยด้วย

         สำหรับนักกีฬาจากบ้านทองหยอดปัจจุบันที่อยู่ในระดับแนวหน้านั้นประกอบด้วย "น้องเมย์" รัชนก อินทนนท์, "อลิศ" ณริฎษาพัชร แลม, "พี" พิสิษฐ์ พูดฉลาด, รต.ต.สุดเขต ประภากมล, ทรงพล อนุกฤตยาวรรณ และยังมีเยาวชนฝีมือดีที่กวาดแชมป์ในระดับประเทศอีกมากมาย

         อาทิ ฤทัยชนก ไล้สวน, มัทนา เหมรัชตานันท์, กิตติพณ ชัยโรจน์กาญจนา, สุทธิชล พลกัลป์, ธนดล จำปาน้อย, พิชญะ จีนะดิษฐ์, พชรพล นิพรรัมย์, ภัทรสุดา ไชยวรรณ ผู้ฝึกสอน ได้แก่ ภัททพล เงินศรีสุข, เซี่ย จื่อ หัว (ชาวจีน) 
     
       
"เมย์" ไม่เร่งปีนี้ขอแค่ท็อปทรี

         "น้องเมย์" รัชนก อินทนนท์ นักแบดฯ มือ 5 ของโลก กล่าวว่า " ตนและเพื่อนๆ ร่วมทีมทุกคนรู้สึกดีใจมากๆ ที่ทางสิงห์เข้ามาช่วยสนับสนุนตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว ทำให้มีโอกาสไปแข่งขันกันมากยิ่งขึ้น  ตอนนี้ตนยังคงฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวันและพยายามแก้ไขจุดบกพร่องของตนเองตลอด

         อย่างในเรื่องความแข็งแกร่งของร่างกายที่มักแผ่วในเกมตัดสิน ทางทีมได้นำเทรนเนอร์มาฝึกในเรื่องระบบหายใจ  การทำงานของปอด และยังเพิ่มเล่นเวตเทรนนิ่งที่ถูกวิธีอีกด้วย ตนมั่นใจว่าจะทำให้ร่างกายดีขึ้นแน่นอน ในปีนี้ตนทำตามเป้าหมายสำเร็จค่อนข้างเร็วทั้งการขึ้นสู่มือ 5 ของโลก

         และคว้าแชมป์ซูเปอร์ซีรีส์ ทำให้เป้าหมายในปีนี้ต้องเปลี่ยนอีกครั้งด้วยการขยับขึ้นท็อปทรี และคว้าแชมป์พรีเมียร์ซูเปอร์ซีรีส์ ส่วนการขึ้นไปสู่มือ 1 ของโลก ตนขอใช้เวลาอีกสัก 1-2 ปี ไม่ต้องการกดดันตัวเอง ที่สำคัญกลัวปัญหาอาการบาดเจ็บถ้าหักโหมจนเกินไป"

      
โค้ชจีนชี้ที่สุดคือแชมป์โลก-อลป.
           เซี่ย จื่อ หัว ผู้ฝึกสอยชาวจีนกล่าวว่า "ถึงแม้ตอนนี้รัชนกจะมีโปรแกมฝึกซ้อมมากถึงวันละ 3 รอบ แต่ทางทีมได้วางโปรแกมที่มีทั้งหนักและเบาสลับตามความเหมาะสม ไม่หนักตลอดกลัวที่สุดคือเรื่องบาดเจ็บ ซึ่งมีให้เห็นชัดเจนในมือท็อปของโลกตอนนี้ทั้ง หวัง อี่หาน และ หลี่ เสี่ยวเล่ย จากจีน รวมไปถึง ไซน่า เนวาล จากอินเดีย ที่มีปัญหาบาดเจ็บในช่วงนี้  เราจะค่อยๆ สร้างรัชนก ขึ้นมาเพื่อสู่เป้าหมายใหญ่ทั้งแชมปืโลก และ เหรียญทอง อลป. ให้ได้"
    
      
สิงห์จัดให้ชิลล์ๆปีนี้เกือบ 30 แมตช์

         "อาปุก" กมลา ทองกร ผู้อำนวยการโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด ก"ล่าวว่า " ทางทีมได้เสนอทัวร์นาเมนต์แข่งขันสำหรับนักกีฬาจากสโมสรแบดมินตันบ้านทอง หยอด ทั้งในรุ่นใหญ่ และ เยาวชน ที่จะส่งออกไปแข่งขันที่ต่างประเทศคร่าวๆประมาณ 30 ทัวร์นาเมนต์

         แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนบ้างตามสถานการณ์  อย่าง รัชนก เฉพาะรายการ ซูเปอร์ซีรี่ย์ และ พรีเมียร์ซูเปอร์ซีรี่ย์ ทั้งปีก็ 12 รายการแล้ว ยังมีทัวร์นาเมนต์ระดับเยาวชนอีกหลายรายการที่เราต้องการส่งนักกีฬาไปแข่ง ขันเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ก่อนที่จะถึงการแข่งขันชิงแชมป์เยาวชนโลก 2013 ที่
ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน


ขอขอบคุณ http://www.siamsport.co.th

ว่าด้วยเรื่อง"กีฬาไทย"

       
            กีฬาไทยมีกำเนิดจากการละเล่นพื้นเมืองในเทศกาลต่าง ๆ เมื่อว่างจากการศึกสงคราม ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้ง “สมาคมกีฬาสยาม” วันที่ 5 มกราคม 2475 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย พระยาภิรมย์ภักดีเป็นนายกสมาคมคนแรก กีฬาที่จัดแข่งขันเป็นประจำ คือ ว่าว ตะกร้อ และหมากรุกไทย
           พ.ศ. 2475 – 2480 นายยิ้ม ศรีพงษ์ เป็นนายกสมาคมกีฬาสยามคนที่ 2 มีการแข่งขันกีฬาหมากรุก ว่าว ตะกร้อวงเล็ก ตะกร้อวงใหญ่ ตะกร้อธง ตะกร้อข้ามตาข่าย และตะกร้อลอดบ่วง หลวงมงคลแมน (สังข์ บูรณะศิริ) คือ ผู้ประดิษฐ์ห่วงตะกร้อที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน
           พ.ศ. 2480 – 2484 นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย ร.น. ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งวงการพลศึกษาของเมืองไทย เป็นนายกสมาคมกีฬาสยาม คนที่ 3
           พ.ศ. 2487 ประเทศสยามเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย จึงเปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมกีฬาไทย
           พ.ศ. 2487 – 2490 พระยาจินดารักษ์ เป็นนายกสมาคม คนที่ 4
           พ.ศ. 2490 – 2498 พันเอกหลวงรณสิทธิ์พิชัย เป็นนายกสมาคม คนที่ 5 วันที่ 18 เมษายน 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับสมาคมกีฬาไทยไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์
           พ.ศ. 2508 เป็นสมาชิกของสหพันธ์กีฬาแห่งเอเซีย (Association Sepak Takraw Federation of Asia)


                               
          ขอขอบคุณ thaigoodview.com

ว่าด้วยเรื่อง"ตะกร้อ"

          ตะกร้อเป็นกีฬาพื้นเมืองของไทยมาแต่โบราณ การเล่นตะกร้อของไทยมีวิธีเล่น ๕ ชนิดคือ
         ๑. ตะกร้อวง หรือตะกร้อเตะทน เล่นโดยผู้เล่นแต่ละทีมล้อมวงเตะลูกตะกร้อโต้กันไปมา
เป็นคู่ๆไม่ให้ลูกตะกร้อตกดิน นับจำนวนครั้งที่แต่ละคู่ในทีมเตะได้ก่อนลูกตกดิน เมื่อเตะครบทุกคู่ในทีมแล้วนำจำนวนครั้งที่ทำได้ของทุกคู่มารวมกันเป็นคะแนน ของทีม
         ๒.ตะกร้อพลิกแพลง เป็นการเล่นส่วนบุคคล ผู้เล่นเตะหรือเดาะเลี้ยงลูกตะกร้อด้วยท่าพลิกแพลงต่างๆต่อเนื่องกันโดยไม่ ให้ลูกตะกร้อตกดิน โดยผู้เล่นต้องพยายามเดาะลูกตะกร้อด้วยท่าที่พลิกแพลงกว่า ยากกว่า สวยงามกว่าและนานกว่าคู่แข่งขัน
         ๓.ตะกร้อลอดห่วง หรือ ตะกร้อลอดบ่วง เล่นเป็นทีมโดยการนำห่วงแขวนห้อยสูงจากพื้นไว้กลางวง ให้ผู้เล่นเตะลูกตะกร้อโต้กันไปมา เมื่อเตะให้ลอดห่วงได้ก็จะได้คะแนนตามความยากง่ายของท่าที่เตะลอดห่วง
         ๔.ตะกร้อข้ามตาข่าย เป็นการเล่นโดยแบ่งผู้เล่นเป็น ๒ ทีม อยู่คนละฝั่งของสนามสี่เหลี่ยมคล้ายสนามกีฬาแบดมินตัน แข่งกันเตะข้ามตาข่ายโต้กันไปมา พยายามไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรับลูกได้ โดยมีกฎกติกาการเล่นคล้ายกีฬาแบดมินตัน
        ๕.ตะกร้อชิงธง การเล่นคล้ายการแข่งขันวิ่งวัวหรือวิ่งเร็ว แต่เป็นการวิ่งไปพร้อมๆกับเดาะเลี้ยงลูกตะกร้อไป ด้วยส่วนต่างๆของร่างกายยกเว้นมือ จากเส้นเริ่มไปยังเส้นชัย ที่มีระยะทางประมาณ ๕๐ เมตร โดยไม่ให้ลูกตะกร้อตกถูกพื้นดิน
ตะกร้อมีคุณค่า ต่อผู้เล่นทั้งด้านร่างกาย สมองและจิตใจ รวมทั้งยังช่วยให้เรียนรู้วัฒนธรรมทั้งในการทำลูกตะกร้อและวิธีการเตะตะกร้อ แบบไทยด้วยลีลาท่าทางต่างๆที่สวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไทยแท้

ขอขอบคุณ http://ich.culture.go.th

ความภูมิใจของคนไทยสู่"วันกีฬาแห่งชาติ"

           รัฐบาลได้ทำการส่งเสริมทางด้านการส่งเสริมทางด้านกีฬาไทยด้วยดีเสมอมา เพราะตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการเล่นกีฬา นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง การกีฬายังเป็นเครื่องช่วยผ่อนคลายความเครียด ช่วยปรับปรุงในด้านความคิดและอุปนิสัยให้ประชาชนในชาติ เป็นผู้มีความเสียสละ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และมีความสามัคคีต่อกัน
        
           ความเป็นมา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นตัวแทนของนักกีฬาทีมชาติไทย เข้าร่วมกางแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 ที่กรุงเทพฯ และทรงชนะเลิศได้รับเหรียญทองในการแข่งขันเรือใบประเภท โอ.เค. ซึ่งถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ทางการกีฬาของประเทศไทย นอกเหนือจากกีฬาเรือใบแล้ว แบดบินตันก็เป็นกีฬาอีกประเภทหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ พลอดุลยเดช ทรงโปรดปรานมากเช่นกัน ในหอประชุมวังจิตรลดาฯ ได้ปรับแต่งเป็นสนามแบดมินตันมาตรฐาน ส่วนมากพระองค์จะทรงแบดมินตันในตอนเย็นและวันศุกร์ และเช้าวันอาทิตย์ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางการกีฬานี้ เป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกว่า พระองค์ทรงเป็นนักกีฬาอย่างแท้จริงและทรงสนับสนุนกีฬาจนเป็นที่ปรากฏชัด
         
          ดังนั้นในการประชุมใหญ่คณะกรรมการโอลิมปิกสากลครั้งที่ 29 ที่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี โดยมีนายฮวน อันโตนีโอ ซามาร้านซ์ ประธานคณะโอลิมปิกสากล เป็นประธานการประชุมพร้อมทั้งสมาชิกเข้าร่วมประชุมอีก 87 ประเทศ ได้มีมติเอกฉันท์ให้ทูลเกล้าฯถวายเหรียญดุษฎีกิตติมศักดิ์ของโอลิมปิกสากล คือ "อิสรยาภรณ์โอลิมปิกชั้นสูงสุด" (ทอง) แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ณ ศาลาดุสิตาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลก ที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯถวายเหรียญโอลิมปิกชั้นสูง สมควรที่นักกีฬาและประชาชนชาวไทยควรที่จะเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท อันจะเป็นโอกาสให้สามารถนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติและวงศ์ตระกูล

         
          เพื่อเป็นการระลึกถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นนักกีฬาตัวแทนของชาติไทย ในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 และเพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาชนชาวไทยเห็นคุณค่าความสำคัญของการกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย จึงได้มีมตินำเสนอคณะรัฐมนตรีลงความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2529 กำหนดให้วันที่ 16 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวัน "วันกีฬาแห่งชาติ"ณ

   ขอขอบคุณ http://irrigation.rid.go.th 

บอลไทย"โดนของ"

        พูดถึง ''คุณไสย'' หรือไสยศาสตร์ในยุคนี้ ยุคที่ทุกเครือข่ายกำลังจะเป็น 3G ทีวีกำลังจะเป็นดิจิตอล และสารพัดสารพันไฮเทค ใครๆ ก็มักจะบอกว่าเลอะเทอะสิ้นดี ยังมีอีกหรือ พวกเสกหนังควายเข้าท้อง อ้วกออกมาเป็นตะปู
     
  แต่ไอ้ที่ไม่เชื่อก็ ต้องบอกว่าความเชื่อเหล่านี้ยังหลงเหลืออยู่ครับ...ถ้าหลงเหลืออยู่กับบรรดา แม่บ้าน ทำของ ทำเสน่ห์ ดึงดูดผัวไม่ให้มีเมียน้อยก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอล วงการกีฬาที่ต้องใช้ความสามารถ ความฟิต ความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นตัวตัดสิน แล้วไสยศาสตร์มันเกี่ยวอะไรด้วยฟะ?
        ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา เราได้ยินได้ฟังเรื่องไสยศาสตร์ในวงการฟุตบอลลีกบ้านเรามาหลายเรื่อง ตั้งแต่มีนักเตะคนหนึ่งของขอนแก่นที่อยู่ๆ ก็วูบไปในสนาม พอฟื้นขึ้นมาก็เล่าให้ใครต่อใครฟังว่าก่อนจะวูบมีเงาของพ่อปู่ท่านหนึ่ง มากระซิบอะไรสักอย่างแล้วก็วูบไป ทำเอาต้องทำบุญกันใหญ่

        ล่าสุด ประธานสโมสรกระบี่ ทีมในดิวิชั่น 1 ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าสาเหตุที่นักเตะในทีมเจ็บอยู่บ่อยๆ เป็นเพราะมีผู้ไม่หวังดี ทำคุณไสยใส่ด้วยการเอาโครงไก่ไปฝังไว้ใต้สนาม นักบอลก็เลยเจ็บกันแบบไม่ควรเจ็บ ทีมแพ้แบบไม่ควรแพ้

        นั่นเป็นแค่ตัวอย่างที่เห็นๆอยู่เท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วผมเชื่อว่าคุณไสยอยู่คู่กับวงการฟุตบอลไทยมานาน และยังคงอยู่ ผมได้ยินมาอีกเช่นกันว่า ในประตูแต่ละสนาม จะมีการฝังหุ่น หรือฝังวัตถุที่ปลุกเสกเอาไว้ด้วยความเชื่อว่าจะทำให้ประตูเหนียว เสียประตูยากอยู่ยงคงกระพัน ลองสังเกตดูซิครับ โกลเกือบทุกทีมก่อนที่จะเริ่มทำการแข่งขันจะต้องไปไหว้เสาประตู 2 ข้างก่อนจะยกมือบอกกรรมการว่าพร้อมจะทำหน้าที่แล้ว

        นักฟุตบอลก็เหมือนกัน ท่าบังคับเวลาวิ่งลงสนามก็คือ การค้อมตัวลงไปใช้มือสัมผัสหญ้านิดหนึ่ง แล้วมาแตะหัวก่อนจะยกมือไหว้ เพื่อเป็นสิริมงคลและฝากเนื้อฝากตัวกับพื้นสังเวียน

        เรื่องอย่างนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่เขาว่ากันว่า นายประตูทีมหนึ่งไม่เชื่อในเรื่องลี้ลับ เล่นๆ อยู่เกิดปวดฉี่ขึ้นมา ตัดสินใจนั่งแอ่นละแน้ ฉี่ใส่เสาโกลที่เพื่อนร่วมอาชีพยกมือไหว้ซะเลย หลังจากฉี่เสร็จว่ากันว่านายทวารรายนั้นผลงานร่วงเอ๊า ร่วงเอา ทีมก็ขยันแพ้จนตกชั้นไปเล่นดิวิชั่น 1 ป่านนี้ยังกลับมาไม่ได้เลย

        ไม่ใช่แค่ความเชื่อของนักฟุตบอลนะครับ ตัวพ่อแห่งความเชื่อเรื่องคุณไสยนี่ ว่ากันว่าเกิดจากบรรดาเจ้าของทีมทั้งนักธุรกิจ นักการเมืองทั้งหลายนั่นแหละเป็นตัวเอ้เลย พวกนี้วิชาเยอะซะด้วย มีครบทั้งหมอผีภาคใต้ คุณไสยภาคอีสาน ตำนานภาคกลาง ฯลฯ บางทีมถึงกับอิมพอร์ตหมอผีมาจากต่างประเทศเลยทีเดียว

        ล่าสุด ผมนั่งคุยกับประธานสโมสรท่านหนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่า ในบรรดาทีมไทยลีกนี่แต่ละทีมล้วนแล้วแต่มีความเชื่อที่แตกต่างกัน ที่แน่ๆ ทุกทีมถือว่าเรื่องของสิ่งที่มองไม่เห็นเป็นปัจจัยหนึ่งในการทำฟุตบอล ต้องมีงบประมาณไว้เลยสำหรับให้อาจารย์หมอทำพิธีให้ ไม่ว่าจะเป็นพิธีอย่างง่าย เช่น ข้าวตอก ดอกไม้ ไข่ต้ม ไก่ต้ม ไหว้ศาลก่อนลงสนาม หรือพิธีอย่างยาก เช่น กลวิธีในการชนะคู่ต่อสู้ด้วยการเอาปัสสาวะของนักเตะตัวเด่นๆ ในทีม ไปเทราดสนามคู่ต่อสู้เอาฤกษ์ เอาชัย เอาเสื้อทีมคู่ต่อสู้ไปทำพิธีตัดไม้ข่มนาม เหล่านี้เขาว่ามันมีอยู่จริง

        ในบรรดาอาจารย์ทั้งหมดเขาว่าอาจารย์ที่ขลัง ฉมัง มาแรงที่สุดในวงการฟุตบอลไทยยามนี้ แม้จะจ่ายแพงหน่อย แต่ได้ผลทันตา ชื่อ "อาจารย์เปา" อาจารย์เปานี่ชอบสีดำครับ มักจะใส่ชุดสีดำไปเดินอยู่แถวสนามแข่งขัน แว่วๆว่าช่วงหลังความนิยมที่สูงขึ้นทำให้ค่าตัวของ "อาจารย์เปา" ในการ "ลงของ" ให้ทีมได้รับชัยชนะกระโดดจากครั้งละ 5 หมื่น เป็น 2 แสนบาท เรียบร้อยแล้ว

       ขั้นตอนในการให้อาจารย์เปาช่วย หลังจากศรัทธาเชื่อถือกันแล้ว จะมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นคนติดต่อ คิดค่ายกครูตามความยากง่ายของทีมที่เจอ เมื่อตกลงยกครูกันแล้วก็จะต้องโอนเงินให้ก่อนครึ่งหนึ่ง จากนั้นอาจารย์เปาจะใช้เวลาตั้งแต่วันพุธจนถึงวันเสาร์ที่จะมีการแข่งขัน ทำพิธีกรรม โดยจะเริ่มจากการเสกกุมารทองให้ได้ 3 ตัว จับทั้งสามกุมารทองมาลงนะ อักขระ อัดฉีดด้วยน้ำแดงเฮลซ์บลูบอย จูงใจด้วยของเล่นอย่างรถจำลอง ล่อกุมารทองให้ทำงานให้ ถ้าทำได้ครบ 30 กว่านัดจนจบฤดูกาลอาจารย์จะให้รถจริงไว้ขี่บนถนนจริงๆ 

        ไอ้กุมารทองเหล่านี้พอโดนของอาจารย์เปาไป วันที่มีฟุตบอลแข่งขัน พลานุภาพจากการปลุกเสกของอาจารย์จะทำให้พวกมันยกมือไม่ขึ้น ตาพร่ามัว เห็นสีเสื้อนักฟุตบอลเป็นคนละสี ลมปากที่จะสูดเข้า หรือ เป่าออกจะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับที่เห็น

        อาจารย์ช่วยมันได้ทุกอย่าง มีอย่างเดียวที่อาจารย์เปาช่วยบรรดากุมารทองไม่ได้ ก็คือพวกมันมักจะโดนกระทืบจากคนดูที่เขาจับได้ว่ามันมีการเล่นปาหี่เกิดขึ้น ถ้าอาจารย์มีฤทธิ์เดชขนาดป้องกันการโดนกระทืบได้ เชื่อว่าในอนาคตค่าตัวของกุมารทองจะแพงขึ้น คนจะหันมาใช้งานของอาจารย์เปามากขึ้น

        วันนี้บรรดาผู้รู้ในวงการฟุตบอล เขาเลยฝากผมมาบอกว่า ชั่วโมงนี้หากอยากชนะไม่ต้องไปหาหมอผี เทวดา ที่ไหน มาทำพิธีหรอกครับ เดินไปสำนัก "อาจารย์เปา" นี่แหละ เป่าเพี้ยงเดียว เสกผลจากแพ้เป็นเสมอ เสมอเป็นชนะได้ทันที!!... แถมคาถาไม่ออกฤทธิ์ ยินดีคืนตังค์ให้ด้วย เอาซิ!!!                                                                                    ขอขอบคุณ  ปูเป
                                                                            จาก http://www.siamsport.co.th